วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550

น้ำมันแก๊สโซฮอล์

น้ำมันแก๊สโซฮอล์หมายถึง น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมเอทิลแอลกอฮอล์หรือเอทานอลและน้ำมันเบนซิน นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลานานในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา บราซิล สำหรับประเทศไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มทดลองจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ให้แก่ประชานทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยจำหน่ายผ่านทางสถานีบริการน้ำมันสวัสดิการของกรมศุลกากร กรมวิชาการเกษตรและที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แต่เนื่องจากว่า เอทานอลบริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 มีต้นทุนในการผลิตสูงกว่าราคาน้ำมันทั่วไป จึงไม่คุ้มค่าที่จะนำเอทานอลมาใช้ทดแทนน้ำมัน ทำให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต้องหยุดการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ในปี พ.ศ. 2530 ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 รัฐบาลให้ยกเลิกการเติมสารตะกั่วในน้ำมันเบนซินเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันต้องนำเข้าสารเพิ่มออกเทน (Octane) สารเพิ่มออกเทนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายชนิดหนึ่งคือ MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) โดยนำมาผสมในน้ำมันเบนซินในสัดส่วนระหว่างร้อยละ 5.5–11 ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันในประเทศทั้งหมดต้องนำเข้าสาร MTBE คิดเป็นมูลค่าสูงถึงปีละ 3,000 ล้านบาท
งานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินตรวจเยี่ยมโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา และมีพระราชดำรัสให้ศึกษาต้นทุนการผลิตแอลกอฮอล์ (เอทิลแอลกอฮอล์หรือเอทานอล) จากอ้อย เพราะในอนาคตอาจเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนหรือราคาอ้อยตกต่ำ การนำอ้อยมาแปรรูปเป็นเอทานอลเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเงินทุนวิจัยใช้ในการดำเนินงาน ๙๒๕,๕๐๐ บาท เพื่อใช้ในการจัดสร้างอาคารและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในขั้นต้น
วันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารโครงการค้นคว้าน้ำมันเชื้อเพลิงและเริ่มผลิตเอทานอลจากอ้อย แต่ต้นทุนการผลิตยังสูงอยู่มาก
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ จึงได้มีการปรับปรุงและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท สุราทิพย์ จำกัด มีการปรับปรุงหอกลั่นเอทานอลให้สามารถกลั่นเอทานอลที่มีความบริสุทธิ์ ร้อยละ ๙๕ ได้ในอัตรา ๕ ลิตร ต่อชั่วโมง วัสดุที่ใช้หมักคือ กากน้ำตาล ซึ่ง บริษัท สุราทิพย์จำกัด น้อมเกล้าฯ ถวาย
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ร่วมกับบริษัท สุราทิพย์ จำกัด ได้ขยายกำลังการผลิตเอทานอลเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอผสมกับน้ำมันเบนซิน ในอัตราส่วนเอทานอลต่อเบนซินเท่ากับ ๑ : ๔ เชื้อเพลิงผสมที่ได้เรียกว่า น้ำมันแก๊สโซฮอล์
น้ำมันแก็สโซฮอล์ที่ผลิตได้นั้น ถูกนำไปใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ทุกคันโครงการฯ ที่ใช้น้ำมันเบนซิน โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลวโรกาสเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ๕๐ ปี ของสำนักพระราชวัง
วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงงานผลิตเอทานอลเป็นเชื้อเพลิงที่บริษัท สุราทิพย์ จำกัด (ปัจจุบันคือ กลุ่มบริษัท 43) น้อมเกล้าฯ ถวายและดำเนินการกลั่นตลอดมาจนถึงปัจจุบัน กำลังการผลิตหอกลั่น ๒๕ ลิตรต่อชั่วโมง คิดเป็นต้นทุนการผลิตแบบธุรกิจทั่วไป ๓๒ บาทต่อลิตร ถ้าคิดต้นทุนการผลิตแบบยกเว้นต้นทุนคงที่ราคา ๑๒ บาทต่อลิตร (ทำการผลิต ๔ ครั้งต่อเดือน) ได้เอทานอลประมาณ ๙๐๐ ลิตร ต่อการกลั่น ๑ ครั้ง ใช้กากน้ำตาลความหวานร้อยละ ๔๙ โดยน้ำหนัก ครั้งละ ๓,๖๔๐ กิโลกรัม น้ำกากส่า (น้ำเสียจากหอกลั่น) ส่วนหนึ่งจะใช้รดกองปุ๋ยหมักที่โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา
วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ การปิโตเลียมแห่งประเทศไทยได้น้อมเกล้าฯ ถวายสถานีบริการแก๊สโซฮอล์เพื่อให้ความสะดวกกับรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสถานีบริการแก๊สโซฮอล์ดังกล่าว
ต่อมาวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ โครงการส่วนพระองค์ฯ ร่วมกับการปิโตรเลี่ยมแห่งประเทศไทย และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ดำเนินการปรับปรุงคุณภาพของเอทานอล ที่ใช้เติมรถยนต์ โดยโครงการส่วนพระองค์ฯ ส่งเอทานอลที่มีความบริสุทธิ์ร้อยละ ๙๕ ไปกลั่นซ้ำเป็นเอทานอลที่มีความบริสุทธิ์ร้อยละ ๙๙.๕ ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยแล้วนำกลับมาผสมกับน้ำมันเบนซินธรรมดาในอัตราส่วน ๑ : ๙ ได้แก๊สโซฮอล์ที่มีค่าออกเทนเทียบเท่าน้ำนัมเบนซิน ๙๕ เปิดจำหน่ายแก่ประชาชนที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๔๔
ในน้ำมันปิโตรเลียมซึ่งเป็นสารไฮโดรคาร์บอน เผาไหม้อย่างไรก็ไม่หมด จะมีสารที่เผาไหม้ไม่หมด (unburnt ) เหลืออยู่จากการเผาไหม้ อาทิ คาร์บอน มอนนอกไซด์ (carbon monoxide ) ในปริมาณที่สูงซึ่งเป็นมลภาวะ แต่ในเอทานอลแม้ว่าจะมีสัดส่วนเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในแก๊สโซฮอล์ ก็สามารถลดมลภาวะได้มาก เนื่องจากในเอทานอลมีออกซิเจน (oxygen) เป็นส่วนประกอบ ออกซิเจนจะช่วยในการเผาไหม้ให้สมบูรณ์ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบ เอทานอลจึงเป็นทั้งสารช่วยในการเผาไหม้และสารเพิ่มค่าออกเทน (octane enhancer ) อีกด้วย
การผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์
ในการนำเอทานอลมาใช้เป็นส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น จะต้องใช้เอทานอลที่มีส่วนผสมของน้ำน้อยที่สุด เนื่องจากจะก่อให้เกิดปัญหาทำให้เครื่องยนต์น็อก ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ของเครื่องยนต์เกิดสนิม ซึ่งโดยมาตรฐานสากลแล้วควรเป็นเอทานอลที่มีความบริสุทธิ์ระดับร้อยละ 99.5 โดยปริมาตร เมื่อนำมาผสมกับน้ำมันเบนซินธรรมดาในอัตราส่วน 1 : 9 จะได้แก๊สโซฮอล์ที่มีค่าออกเทนเทียบเท่าน้ำมันเบนซิน 95 โดยมีขั้นตอนการผลิตตามสูตรการผสมของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ดังต่อไปนี้
ก. นำเอทานอลที่มีความบริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 โดยปริมาตร จำนวน 200 ลิตร ใส่ลงในถัง
ข. เติมสารป้องกันการกัดกร่อน (Corrosion Inhibitor) ลงไป จำนวน 30 กรัม
ค. เติมน้ำมันเบนซิน 91 ลงไปจำนวน 1,800 ลิตร เดินเครื่องสูบหมุนเวียน เพื่อให้น้ำมันและส่วนผสมเข้ากันใช้เวลาประมาณ 30–60 นาที จะได้แก๊สโซฮอล์ จำนวน 2,000 ลิตร

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2550

สีสันแห่งท้องทะเล

ส่วนนี้จัดแสดงนิทรรศการสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ป่าชายเลน หาดทราย หาดหิน ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ด้วยระบบแสงสีเสียง และจัดแสดงพันธุ์ปลานานาชนิด เช่น สัตว์น้ำในระบบนิเวศป่าชายเลน สัตว์น้ำในระบบนิเวศหาดทราย - หาดหิน สัตว์น้ำในแหล่งหญ้าทะเล และสัตว์น้ำในแนวปะการังฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน

ระบบนิเวศป่าชายเลน
ป่าชายเลนเป็นกลุ่มของสังคมพืชใบกว้างที่มีใบเขียวตลอดปี ขึ้นอยู่ในเขตน้ำลงต่ำสุดและน้ำขึ้นสูงสุด บริเวณชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ หรืออ่าว จัดเป็นเขตน้ำกร่อย ดินเป็นเลนหรือโคลน ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด เป็นที่วางไข่ แหล่งอาหาร และเจริญเติบโตของสัตว์น้ำนานาชนิด และเป็นแหล่งผลิตอาหารโปรตีนที่สำคัญ บริเวณปากแม่น้ำขนาดใหญ่ช่วงใกล้จะออกทะเลจะมีสภาพคล้ายบึงต้นโกงกาง เป็นแหล่งอาหาร ที่หลบภัย ตลอดจนที่ขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำนานาชนิด ในธรรมชาติท้องน้ำในบริเวณนี้จะเป็นโคลนตม ยากต่อการทรงตัวของต้นไม้ทั่วไป ด้วยเหตุนี้ธรรมชาติของต้นโกงกางจึงต้องออกรากแตกกิ่งก้านสาขาออกไปรอบต้นเพื่อใช้ค้ำยันไม่ให้ลำต้นหลุดลอยไปกับกระแสน้ำ ทัศนียภาพใต้น้ำของป่าโกงกางจึงดูแปลกตาไปอีกแบบ
เป็นระบบนิเวศป่าชายเลน หาดทรายและหาดหินซึ่งเป็นบริเวณที่เชื่อมต่อกัน บริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากน้ำจืด น้ำเสียจากอาคารบ้านเรือนที่ไหลมารวมกันบริเวณปากแม่น้ำและป่าชายเลน จึงเป็นแหล่งรวบรวมทั้งตะกอนดิน แร่ธาตุ สารพิษและสารอาหารต่าง ๆ ที่จำเป็น ทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พรรณไม้ที่ขึ้นในพื้นที่นี้ ได้แก่ โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ โกงกางหัวสุม แสม ลำพู ลำแพน เป็นต้น
สัตว์ที่พบในบริเวณนี้ มีความหลากหลายมาก ทั้งจำนวนชนิดและความหนาแน่นของประชากร เนื่องจากบริเวณนี้มีแหล่งที่อยู่อาศัยมากมาย เช่น
- พวกที่อาศัยอยู่ตามพื้นผิวดิน ได้แก่ ปลาตีน ปูเสฉวน หอยทะเลบางชนิด- พวกที่อยู่ตามใต้ผิวดิน ได้แก่ ไส้เดือนทะเล ปูแสม ปูก้ามดาบ กุ้งดีดขัน- พวกที่อยู่ในน้ำ ได้แก่ กุ้งแชบ๊วย กุ้งกุลาดำ ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากะพงขาว ปลาเก๋า เป็นต้น- พวกที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ ใบไม้ รากโกงกาง ได้แก่ หอยนางรม ทากทะเล หอยขี้นก ปูแสม เพรียงหิน แมลง นกชนิดต่าง ๆ ตลอดจนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ได้แก่ ลิงแสม ค่าง เป็นต้น
ตัวอย่าง สัตว์น้ำในระบบนิเวศป่าชายเลน
สัตว์น้ำในระบบนิเวศป่าชายเลน
ปลานวลจันทร์ทะเล MILKFISH : Chanos chanosรูปร่างคล้ายกระสวย ตากลมใสมีเยื่อไขมันคลุม ครีบหลังเป็นก้านครีบอ่อนทั้งหมด เกล็ดเล็ก ลำตัวด้านบนเป็นสีเขียวอมน้ำเงินและค่อย ๆ จางลงมาด้านท้องเป็นสีเงิน อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั่วไป วัยอ่อนอยู่ในบริเวณน้ำกร่อย เมื่อโตขึ้นจึงจะออกไปอาศัยอยู่ในทะเล ขนาดใหญ่สุด 150 เซนติเมตร น้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม กินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร
ปลาตะกรับเสือดาว, กระทะ, แปบลาย, เสือดาว, ตะกรับ SPOTTED SCAT, GREEN SCAT : Scatophagus argusลำตัวกว้างและแบนข้างมาก ตัวสีเขียวปนเหลืองเป็นมันแวววาว ใต้ท้องสีเงินยวงมีจุดกลมสีดำประกระจายอยู่ทั่วไป อยู่รวมเป็นฝูงใหญ่ พบตามชายฝั่งของทวีปเอเชีย แอฟริกาฝั่งมหาสมุทรอินเดีย และทางตอนเหนือของทวีปออสเตรเลียจนถึงชายฝั่งตะวันตกของหมู่เกาะแปซิฟิค ขนาดใหญ่สุด 35 เซนติเมตร กินสัตว์หน้าดินและพืช เป็นปลาสวยงาม
ปลาเฉี่ยว ผีเสื้อเงิน หรือสะโหร่งแขก MALAYAN ANGEL, SILVER BATFISH : Monodactylus argenteusลำตัวป้อมสั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ครีบหลังและครีบก้นยื่นยาว ตัวสีเงินเหลือบเป็นประกาย ครีบหลังสีเหลืองมีลายคาดตามขวางผ่านตา และบริเวณขอบแผ่นปิดเหงือก พบบริเวณปากแม่น้ำ ป่าชายเลน และแนวปะการัง มีขนาด 8 - 12 เซนติเมตร กินพวกสัตว์น้ำขนาดเล็ก เป็นปลาสวยงาม
ปลากะบอก GREEN BACKED : Liza tadeลำตัวกลมเรียว แนวสันหลังเกือบเป็นเส้นตรง ตาโต เกล็ดใหญ่ ครีบหลังแยกเป็นสองตอน ลำตัวด้านหลังสีเทาอมดำ ด้านท้องสีขาวบริเวณปลายหางมีสีดำเรื่อ มักอยู่รวมกันเป็นฝูง อาศัยอยู่ตามริมชายฝั่งที่เป็นพื้นโคลนและบริเวณปากแม่น้ำ ป่าชายเลน มีขนาด 20 เซนติเมตร กินแพลงก์ตอนและตะไคร่น้ำ เป็นอาหาร

ระบบนิเวศหาดทราย - หาดหิน
หาดหิน เป็นบริเวณที่ทะเลและแผ่นดินบรรจบกัน คลื่นที่เกิดจากพายุสามารถกัดเซาะชายฝั่งที่มีความลาดเอียงจนกระทั่งส่วนบนของมันพังลงมา และถูกคลื่นชะลงมาจากหน้าผาริมทะเลกลายเป็นหาดหิน หาดหินถูกคลื่นที่เกิดจากพายุปะทะ และเมื่อน้ำขึ้นจะจมอยู่ใต้น้ำ บริเวณหาดหินยังมีแอ่งน้ำเล็ก ๆ เป็นที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร และที่หลบภัยให้กับสัตว์นานาชนิด เช่น กุ้ง ปู ดาวทะเล และปลาขนาดเล็ก หาดทราย มีลักษณะเป็นชายทะเลที่มีชั้นบาง ๆ ของก้อนกรวดและหิน ซึ่งแตกมาจากชายฝั่งที่เป็นหินและถูกคลื่นซัด ขีดสีจนเรียบ คลื่นที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่ง จะพัดพาเม็ดกรวดและทรายไปตามชายฝั่ง มีการคัดขนาดและตกลงมาในบริเวณที่คลื่นและทะเลเงียบสงบ กรวดและทรายเหล่านี้จะสะสมจนเกิดเป็นหาด และมีรูปร่างแตกต่างกันไป ตามสภาพภูมิประเทศ
หาดหินและหาดทรายเป็นบริเวณที่ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลทั่วไปนัก เพราะโดยทั่วไปจะมีสภาพแวดล้อมรุนแรง ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม การที่มีคลื่นซัดอยู่ตลอดเวลาและความร้อนจากแสงแดด ก็เป็นตัวการจำกัดที่สำคัญของพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ จึงเป็นบริเวณที่มีสิ่งมีชีวิตน้อยชนิดที่สามารถอาศัยอยู่ได้
ตัวอย่าง สัตว์น้ำในระบบนิเวศหาดทราย - หาดหิน
สัตว์น้ำในระบบนิเวศหาดทราย - หาดหิน
ปูหนุมาน (ปูลาย) BEACH CRAB : Matuta planipesกระดองเป็นรูปโค้งกลมและมีหนามยื่นออกไปทางด้านข้าง ขาเดินคู่แรกและคู่สุดท้ายเป็นกรรเชียง พื้นผิวกระดองทางด้านบนมีสีเหลืองอ่อน และมีจุดสีแดงเล็ก ๆ เรียงตัวกันเป็นวงและลายเส้นกระจายอยู่ทั่วไป ด้านล่างของลำตัวค่อนข้างแบนและมีพื้นสีขาว ก้ามหนีบแข็งแรง อยู่ตามชายหาดทรายใต้ระดับน้ำลงต่ำสุด มีขนาด 5 เซนติเมตร กินสัตว์หน้าดินและซากสัตว์
เหรียญทะเล หรือ อีแปะทะเล SAND DOLLAR : Arachoides placenta ลำตัวมีเปลือกแบนคล้ายเหรียญ เปลือกแข็ง ด้านบนซึ่งอยู่ตรงข้ามปากนูนเล็กน้อย บริเวณที่มีเท้าท่อเป็นรูปกลีบดอกไม้ที่ไม่บรรจบกันเหมือนเม่นหัวใจ ด้านล่างซึ่งเป็นปากมีร่องของบริเวณเท้าท่อชัดเจน ปากเล็กและยุบลง ทวารหนักอยู่ทางด้านตรงข้ามกับปาก และมีร่องทอดออกไปทางขอบเปลือก ตัวสีน้ำตาลเข้ม อาศัยตามพื้นทะเลที่เป็นดินทรายหรือทรายปนโคลน พบทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีขนาด 4 เซนติเมตร กินอินทรียสารในทราย ใช้ทำเครื่องประดับ
แมงดาทะเล HORSE SHOE CRAB / KING CRABส่วนหัวและอกเชื่อมรวมกันเป็นรูปเกือกม้า ส่วนท้องกว้างไม่แบ่งเป็นปล้อง และมีระยางค์ 6 คู่ เป็นแผ่นแบน โดยมีส่วนเชื่อมต่อกันตรงกลาง คู่แรกเป็นแผ่นปิดเหงือก ส่วนอีก 5 คู่หลังเป็นเหงือก ด้านบนกระดองมีตารวมและตาเดี่ยวอย่างละคู่ ในน่านน้ำไทยมี 2 ชนิดคือ แมงดาถ้วยและแมงดาจาน แมงดาถ้วยอาศัยอยู่ตามพื้นทะเลที่เป็นทรายปนโคลน ส่วนแมงดาจานอยู่ตามพื้นทราย มีขนาด 20 - 30 เซนติเมตร กินหนอนทะเล สัตว์หน้าดิน เป็นอาหาร
ปลากระบอกหูดำ, กระบอกท่อนใต้ SQUARETAIL MULLET : Ellodclon vaigiensisรูปร่างกลมเรียวยาว หัวกว้างใหญ่และแบน ตาเล็กไม่มีเยื่อไขมันปิด เกล็ดใหญ่ ลำตัวด้านบนมีสีน้ำตาลปนเทา ครีบทุกครีบมีสีน้ำตาลอมดำ หรือสีน้ำตาลไหม้ ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงบริเวณชายฝั่งทะเลและปากแม่น้ำ มีขนาด 19 - 40 เซนติเมตร กินอินทรียสาร และสัตว์ขนาดเล็ก เป็นปลาเศรษฐกิจ
ปลาทะเลเศรษฐกิจของไทย
ปลากะพงข้างปาน, ปลากระพงปานข้างลาย RUSSELL’S SNAPPER : Lutjanus russelli ลำตัวแบนข้าง ครีบหางเกือบตัดตรง ตัวสีเหลืองอมน้ำตาล และมีจุดสีดำอยู่บริเวณสีข้างเหนือเส้นข้างลำตัว 1 จุดชัดเจนในปลาขนาดเล็ก แต่จุดนี้จะค่อย ๆ จางลงในปลาที่โตเต็มวัย อาศัยอยู่ใกล้พื้นทะเลริมชายฝั่งและบริเวณปากแม่น้ำ พบทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีขนาด 30 เซนติเมตร กินลูกปลา ลูกกุ้ง และสัตว์น้ำขนาดเล็ก ใช้เป็นอาหาร
ปลาสร้อยนกเขาทะเล, ข้างตะเภา, ขี้นก PAINTED SWEETLIP : Diagramma pictumลำตัวแบนข้าง ปากเล็กริมปากหนา ใต้คางมีรูพรุน 6 รู เกล็ดเล็ก ปลาขนาดเล็กลำตัวมีสีขาว ส่วนหัวด้านบนสีเหลือง และมีแถบสีน้ำตาลเข้ม 5 แถบพาดไปตามความยาวลำตัว เมื่อมีโตขึ้นแถบสีจะจางหายไป และมีจุดสีน้ำตาลปนดำปรากฏขึ้นมาแทน อาศัยอยู่ตามหน้าดินหรือแนวปะการัง พบทั่วไปบริเวณชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน พบทั่วไป 35 เซนติเมตร ขนาดใหญ่สุด 60 เซนติเมตร กินปลาและสัตว์หน้าดิน ใช้เป็นอาหาร
ปลาริวกิว GIANT CATFISH : Netuma thalasinusรูปร่างคล้ายกับพวกปลาสวาย แต่มีครีบก้นเล็กกว่า ลำตัวเพรียวและค่อนข้างกลม ผิวด้านบนหัวเป็นกระดูกแข็ง มีหนวด 3 คู่ ครีบหางเว้าลึก ตัวสีน้ำตาลปนเทา ท้องสีจาง ครีบสีคล้ำ ครีบไขมันสีดำ อาศัยอยู่ตามหน้าดิน บางครั้งพบในบริเวณปากแม่น้ำ พบในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีขนาด 30 - 40 เซนติเมตร กินปลาและสัตว์หน้าดิน ใช้เป็นอาหาร
ปลาดุกทะเล STRIPED CATFISH : Plotosus lineatusรูปร่างเรียวยาวแบนข้าง มีหนวด 4 คู่ ครีบหลังและครีบอกมีก้านครีบแข็ง ครีบหลังตอนท้าย ครีบก้นและครีบหางติดต่อกัน มีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ คือ dendritic organ อยู่ที่รูก้น ด้านหลังลำตัวมีสีดำปนน้ำตาล ด้านท้องสีขาว อาศัยอยู่ทั้งน้ำกร่อยและน้ำจืด แพร่กระจายทั่วน่านน้ำไทย มีขนาดใหญ่สุดถึง 1.2 เมตร กินทั้งพืชและสัตว์ ใช้เป็นอาหาร
ปลาทะเลที่มีพิษ
ปลาสิงโตปีกเข็ม WHITE-LINED LIONFISH : Pterois radiataลำตัวแบนข้าง หัวใหญ่ ปากกว้าง บนหัวมีหนวดยาว 1 คู่ ครีบหลังมีก้านครีบแข็งยาวมาก ครีบอกแผ่กว้างมากมีก้านครีบแข็งยื่นยาวออกไป และมีเยื่อยึดระหว่างก้านครีบ ครีบหางโค้งกลม ตัวสีน้ำตาลอ่อนและมีลวดลายสีน้ำตาลแดง โดยมีเส้นหนึ่งพาดผ่านตาพอดี มีจุดสีดำแต้มบนเยื่อยึดระหว่างก้านของครีบอก อาศัยอยู่ตามซอกหินและแนวปะการังทางฝั่งทะเลอันดามัน มีขนาด 25 เซนติเมตร กินกุ้งและปลา เป็นปลาสวยงามที่ก้านครีบแข็งมีพิษ หากถูกตำจะได้รับความเจ็บปวดมาก
ปลาปักเป้าหนามทุเรียน PORCUPINE FISH : Diodon nithemerusหัวใหญ่ลำตัวเรียวเล็กลงไปทางหาง มีฟันเชื่อมต่อกัน ครีบอกใหญ่คล้ายพัด ผิวลำตัวเป็นหนังย่นและมีหนามแข็งพับลู่ไปทางหาง จะตั้งขึ้นเมื่อตกใจหรือถูกรบกวนและพองตัวได้ ตัวสีเทา มีลายด่างสีดำเป็นปื้นใต้ตา ใต้คาง บนหัวข้างแก้มและบนหลัง อาศัยอยู่ใกล้พื้นทะเลริมชายฝั่งทั่วไปในอ่าวไทย มีขนาด 30 เซนติเมตร กินกุ้ง หอย ปู สัตว์น้ำเล็ก ๆ นิยมสตัฟฟ์เป็นเครื่องประดับ ทำโคมไฟ เนื้อและเครื่องในมีสาร Tetraodotoxin ที่บริโภคแล้วเกิดพิษถึงชีวิต
ปลากะรังหัวโขน STONE FISH : Synanceja horrida ส่วนหัวใหญ่และเรียวเล็กลงไปทางหาง ปากกว้าง ตาเล็ก ครีบหลังมีก้านแข็งแหลมคมและสั้น ครีบอกเป็นแผ่นหนา ตัวสีน้ำตาลแดง และมีรอยด่างแต้มเป็นจุดบริเวณหัว อาศัยในแนวปะการังในภาคใต้และตะวันออก มีขนาด 25 เซนติเมตร กินปลา กุ้ง และปูนำมาเป็นอาหารได้ แต่มีก้านครีบแข็งที่มีพิษร้ายแรง นับเป็นปลาที่มีพิษรุนแรงที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง การรักษาคือ แช่บริเวณที่ถูกตำลงในน้ำร้อนที่อุณหภูมิสูงเท่าที่จะทนได้(ไม่เกิน 50 ?C) ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง และควรไปพบแพทย์ทันที
ปลาสลิดทะเลจุดขาว WHITE – SPOTTED SPINEFOOT : Siganus canaliculatusลำตัวแบนข้างเป็นรูปไข่ หัวเล็ก ตาโต ครีบหลังและครีบก้นมีก้านครีบแข็ง ตัวสีเหลืองอมน้ำตาล ด้านท้องสีจาง และมีจุดสีขาวแต้มประทั่วตัว อาศัยตามพื้นทะเลทั่วไป ที่เป็นพื้นทราย พบทั่วไปในน่านน้ำไทย มีขนาด 20 เซนติเมตร กินสาหร่ายและหญ้าทะเล เนื้อใช้เป็นอาหารได้ แต่มีก้านครีบแข็งที่มีพิษแรงปานกลาง
สัตว์ทะเลที่เป็นอันตราย
ปลาไหลมอเรย์ลายหินอ่อน LACED MORAY : Gymnothorak favagineusลำตัวเรียวยาวคล้ายงู ไม่มีเกล็ด ไม่มีครีบอก ครีบหลังเชื่อมต่อกับครีบก้นและครีบหาง มีฟันแหลมคม มีลวดลายสีน้ำตาลจาง ๆ บริเวณลำตัว ชอบซ่อนตัวอยู่ตามซอกหินในแนวปะการัง มีขนาด 1 – 1.5 เมตร กินปลา กุ้ง และหมึกสาย เป็นปลาสวยงามที่เป็นอันตรายอาจกัดคนที่จับตัวมัน หรือเอามือล้วงไปในโพรงที่ปลานี้อาศัยอยู่
ปลาไหลมอเร่ย์ยักษ์ GIANT MOREY : Gymnothorax javanicusลำตัวเรียว พื้นสีเหลืองอมน้ำตาลแต้มด้วยจุดและลายสีน้ำตาลไหม้อยู่ทั่วไป ด้านข้างลำตัวบริเวณคอมีจุดสีดำเด่นชัด 1 แห่ง ชอบซ่อนตัวอยู่ตามซอกหินในแนวปะการัง ตามปกติไม่ดุร้าย มีขนาด 1.5 เมตร กินปลา กุ้ง และหมึกสาย เป็นปลาสวยงามที่เป็นอันตรายอาจกัดคนที่จับตัวมัน หรือเอามือล้วงไปในโพรงที่ปลานี้อาศัยอยู่
เม่นทะเลหนามยาว DIADEMA URCHIN : Diadema setosumหนามมีสีดำมีลายสีขาวยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ทวารเปิดล้อมรอบด้วยวงแหวนสีแดงหรือสีส้ม อาศัยตามพื้นทรายในแนวปะการัง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 เซนติเมตร กินอินทรียสาร ไข่เม่นปรุงเป็นอาหารได้ มีหนามแหลมคมและมีพิษ
ดาวมงกุฎหนาม CROWN – OF – THORNS SEA STAR : Acanthaster planci จำนวนแขนมีแตกต่างกันตั้งแต่ 15 - 23 แขน ลำตัวมีหนามยาวคล้ายหนามเม่นยื่นออกมาจำนวนมาก สีของลำตัวและหนามมีความผันแปรแตกต่างกัน บางตัวมีหนามสีเทาหรือสีส้ม บางตัวมีหนามสีม่วง เท้าท่อยื่นยาวได้มาก ตรงปลายมีปุ่มดูดที่แข็งแรง เป็นสัตว์ที่ทำลายแนวปะการังเพราะชอบกินโพลิปปะการังเป็นอาหาร พบอยู่ตามแนวปะการังทั่วไปในน่านน้ำไทย มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร มีหนามแหลมคมและมีพิษทำให้เกิดแผลเรื้อรัง
ปลาที่อาศัยอยู่บริเวณกองหิน
ปลากะรังส้ม BLACKTIP GROUPER : Epinephelus fasciatusมีสีส้มแดงออกซีด บางทีพบสีเหลืองส้มหรือทอง มีจุดสีแดงหรือเหลืองที่ส่วนหัว ขอบด้านหลังของครีบหางมีสีน้ำเงินซีดและเส้นสีดำจาง ๆ ส่วนหลังและครีบก้นมีขอบสีน้ำเงินซีดอยู่ด้วย อาศัยอยู่ตามกลุ่มปะการังและโขดหินระดับความลึก 20 – 250 เมตร พบในแถบอินโดแปซิฟิก มีขนาดใหญ่สุด 60 เซนติเมตร กินปลาเล็ก ๆ และสัตว์หน้าดิน เป็นสัตว์เศรษฐกิจ
ปลากะรังหางซ้อน, กะรังจุดฟ้า DUSKYTAIL GROUPER: Plectropomus maculatusลำตัวค่อนข้างกลม ตัวสีน้ำตาล มีจุดสีฟ้ากระจายอยู่ทั่วตัว ครีบหลังตอนแรกเป็นก้านครีบแข็ง ตอนหลังเป็นก้านครีบอ่อน ครีบหางตัดเว้าเล็กน้อย ครีบทุกครีบมีสีคล้ำบริเวณปลายครีบ ยกเว้นครีบอกมีสีจาง มีฟันแหลมคม อาศัยอยู่ทั่วไปในแนวปะการังทางฝั่งทะเลอันดามัน มีขนาด 80 – 100 เซนติเมตร กินปลา ใช้เป็นอาหาร
ปลาฉลามกบ หรือปลาฉลามหิน BROWNBANDED BAMBOO SHARK : Chiloscyllium punctatum ลำตัวเรียวยาว ตาเล็ก หัวมน ริมฝีปากล่างหนา ใต้คางมีหนวด ครีบอกกว้าง ครีบหางเรียว ตัวสีน้ำตาล ท้องขาว แต่ในระยะอายุน้อยมีลายคาดสีดำคล้ายตุ๊กแก อาศัยอยู่ตามพื้นทะเลทั่วไป มีขนาด 1 เซนติเมตร กินกุ้ง ปู และหอย เป็นอาหาร
ปลากระเบนทองจุดฟ้า BLUE SPOTTED FANTAIL RAY : Taeniura lymma แผ่นลำตัวค่อนข้างกลม ปากเว้าโค้ง ที่ใต้ขอบตามีช่องอากาศกว้างใหญ่และโตกว่าตา หางทู่และยาวกว่าแผ่นลำตัว ด้านบนของหางมีหนามแหลมยาว 1 อัน ตรงใต้หนามมีแผ่นหนังคล้ายใบกล้วย ยาวตลอดไปถึงปลายสุดทาง ตัวสีเหลืองอ่อน มีจุดสีน้ำเงินประบนแผ่นลำตัว หางมีแถบสีน้ำเงินพาดตลอดข้างละแถบ ปลายสุดของหางมีสีขาว อาศัยตามแนวปะการังทั่วน่านน้ำไทย ขนาดกว้าง 15 – 25 เซนติเมตร กินสัตว์หน้าดิน เป็นปลาสวยงามและเป็นอาหาร

ระบบนิเวศแหล่งหญ้าทะเล
แหล่งหญ้าทะเลทำหน้าที่เสมือนระบบนิเวศที่เชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศป่าชายเลนและแนวปะการัง และแหล่งหญ้าทะเลยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ลูกปลาเก๋า ปลิงทะเล ปูม้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของพะยูนที่เป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ของโลกด้วย นอกจากนี้หญ้าทะเลยังช่วยลดมลพิษในทะเล และปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น และช่วยป้องกันการพังทลายของชายฝั่งได้เป็นอย่างดี
หญ้าทะเล เป็นพืชชั้นสูงที่มีดอกขึ้นอยู่ในทะเล เป็นตัวทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตในทะเล ผลผลิตจากการสังเคราะห์แสงจะเป็นทั้งอาหารและให้ออกซิเจนแก่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในทะเล เป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก เป็นที่รวมของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ตั้งแต่วัยอ่อนจนถึงโตเต็มวัย ครบวงจรของห่วงโซ่อาหาร หญ้าทะเลที่พบบริเวณชายฝั่งในจังหวัดประจวบฯ คือ Halodule pinifolia มีชื่อภาษาไทยว่า "หญ้าผมนาง" และชื่อสามัญว่า fiber-strand grass ลักษณะต้นตั้งตรงเกิดจากเหง้า ผอมบาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 1 มิลลิเมตร ช่วงระหว่างเหง้ายาว 1.2 - 3.6 เซนติเมตร รากไม่แตกแขนงเกิดจากข้อ มี 2 - 4 เส้น ต่อข้อ แต่ละต้น มีใบ 2 - 3 ใบ ใบเรียวเล็กผอมยาว ส่วนล่างเป็นกาบใบมีความยาว 1.2 - 2.8 เซนติเมตร แผ่นใบยาว 5.6 - 23.0 เซนติเมตร กว้างประมาณ 0.6 มิลลิเมตร ปลายใบมนแบบ obtuse มีรอยหยักเป็นฟันเลื่อย (serration) ขอบใบเรียบ เห็นเส้นกลางใบได้อย่างชัดเจนบริเวณปลาย ใบไม่พบดอกและผลในช่วงที่ทำการสำรวจ พบแพร่กระจายบริเวณหาดทุ่งนางดำ และเกาะลูกกำตก ที่ระดับความลึก 1-3 เมตร ที่หาดทุ่งนางดำ หญ้าทะเลชนิดนี้จะขึ้นปะปนกับหญ้าทะเลชนิด Halophila ovalis
แหล่งที่มา : ข้อมูลและภาพหญ้าทะเลโดย ชัชรี สุพันธุ์วณิช(http://www.ku.ac.th/e-magazine/november44/agri/seagrasses.html)
พะยูน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีความใกล้ชิดกับช้าง มีขนาดยาวประมาณ 2 - 3 เมตร น้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม ใบหน้าคล้ายหมู แต่ไม่มีหู ขาคู่หน้าสั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นแผ่นแบน ๆ คล้ายใบพายไม่มีนิ้ว ลำตัวอ้วนกลม อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ กินหญ้าทะเลเป็นอาหาร ชนิดที่พบในประเทศไทยมีอยู่ชนิดเดียวคือ Dugong dugon ขนาดโตเต็มวัยประมาณ 4 เมตร น้ำหนัก 900 กิโลกรัม มีอายุ 50 - 55 ปี ปัจจุบันที่พบอยู่เป็นฝูงอยู่ที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และเกาะลิบง จังหวัดตรัง
ตัวอย่าง สัตว์น้ำในแหล่งหญ้าทะเล เช่น
สัตว์น้ำในแหล่งหญ้าทะเล
ปลาปิ่นแก้ว, ปลาดุกทะเล, เป็ดแก้ว STRIPED SEA CATFISH : Plotosus lineatusลำตัวเรียวยาวแบนข้าง มีหนวด 4 คู่ ครีบหลังและครีบอกมีก้านครีบแข็ง ไม่มีครีบไขมัน ครีบหลังอันที่สอง ครีบก้นและครีบหางเชื่อมติดกัน มีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ คือ Dendritic Organ อยู่ที่รูก้น ด้านหลังลำตัวมีสีดำปนน้ำตาล ด้านท้องสีขาว ปลาขนาดเล็กจะมีแถบสีขาวปนเหลือง 3 แถบพาดไปตามยาวลำตัว อาศัยในน้ำกร่อยและทะเลถึงแนวปะการัง พบทั่วน่านน้ำไทย มีขนาด 30 - 50 เซนติเมตร กินสัตว์หน้าดิน ใช้เป็นอาหาร
หอยสังข์ตาล, หอยตาล, หอยลำโพง BLOTCHED MELON SHELL : Melo meloเป็นหอยฝาเดี่ยวมีเปลือกรูปไข่ เปลือกค่อนข้างบางสีน้ำตาลแดงแต้มด้วยรอยปื้นสีน้ำตาลไหม้ เนื้อหอยมีสีดำอมม่วง เท้ามีลายสีขาวอมเหลืองเป็นเส้น ไม่มีแผ่นปิด อาศัยตามพื้นทะเลที่เป็นดินโคลน หรือทรายปนโคลน ในภาคตะวันออกและภาคใต้ มีขนาด 30 เซนติเมตร กินหอยที่ตัวเล็กกว่า เนื้อใช้บริโภคได้และเปลือกใช้ทำเครื่องประดับ
ดาวหนามแดง LINCK'S SEA STAR : Protoreaster linckiลำตัวเป็นรูปห้าแฉก ด้านบนเป็นสันและมีหนามขนาดใหญ่สีแดงตรงกลางลำตัว ด้านบนของแต่ละแขนมีหนามสีแดง 7 - 8 อัน เรียงเป็นแถวออกไปยังปลายแขน และมีเส้นสีแดงลากขนานไปทางด้านข้างด้วย อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง บริเวณพื้นทะเลทางฝั่งมหาสมุทรอินเดียและไม่พบในอ่าวไทย มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 เซนติเมตร กินอินทรียสาร และหอย 2 ฝาขนาดเล็ก นิยมใช้ประดับบ้าน
ปูเสฉวนยักษ์ GIANT HERMIT CRAB : Dardanus megistosลำตัวมีสีแดงแต้มด้วยจุดขาวขอบสีช็อกโกแลตกระจายทั่วไป ก้านตาสีแดง โคนหนวดคู่ที่สองสีขาวยาวมากและมีขนแข็งกระจายอยู่ทั่วตัว ก้ามสองข้างขนาดไม่เท่ากัน ปล้องสุดท้ายของขาเดินสองคู่แรกเรียวยาว เป็นปูเสฉวนขนาดใหญ่สุดที่พบในน่านน้ำไทย อาศัยอยู่ตามพื้นทะเลที่ห่างฝั่ง มักพบอยู่ในเปลือกหอยสังข์จุกพราหมณ์ มีขนาด 20 เซนติเมตร กินพวกหนอนทะเล และสัตว์ทะเลขนาดเล็ก ซากสัตว์ต่าง ๆ นำมาสตัฟฟ์ประดับตกแต่ง
ระบบนิเวศแนวปะการัง
แนวปะการังปกคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 15 ของชายฝั่งทั่วโลก พบอยู่ในทะเลที่ตื้นและอบอุ่น ทำให้สามารถมองเห็นได้จากอากาศ เกิดจากกลุ่มหินรูปถ้วยขนาดเล็กกว่านิ้วหัวแม่มือ จำนวนหลายพันล้านกลุ่ม ถ้วยเล็ก ๆ เหล่านี้ เป็นที่อยู่ของตัวสร้างปะการัง (polyp) ขนาดจิ๋ว ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายดอกไม้ทะเลและแมงกะพรุน เมื่อตัวสร้างปะการังตาย จะเหลือส่วนโครงร่างแข็งภายนอก ซึ่งเป็นที่ที่ตัวสร้างปะการังตัวใหม่เริ่มเจริญเติบโต
ปะการังมีชีวิตอยู่ได้ในทะเลที่สะอาด ตื้นพอที่แสงอาทิตย์ส่องถึง พบอยู่ทั้งในทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีแนวปะการังที่เกาะพาง เกาะลูก เกาะรัฐ เกาะช้าง เกาะแหลม เกาะผิว เกาะอีแอ่น เกาะเหลื่อม เกาะหลัก เกาะแรด และเกาะจาน เป็นแนวปะการังแบบหย่อมทั้งหมด เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตในทะเลหลายชนิด
ปะการังเหล่านี้ส่วนใหญ่ส่วนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งจะมีสภาพเสื่อมโทรม ส่วนที่อยู่ห่างชายฝั่งจะมีสภาพค่อนข้างดี อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการตื่นตัวในการอนุรักษ์ปะการังกันมาก และมีการคุ้มครองแนวปะการังที่ได้ผลดี
ตัวอย่าง สัตว์น้ำขนาดใหญ่ในแนวปะการังฝั่งอ่าวไทย และ สัตว์น้ำขนาดเล็กในแนวปะการังฝั่งอ่าวไทย เช่น
พันธุ์ปลาขนาดใหญ่ในแนวปะการังฝั่งอ่าวไทย เช่น
ปลาสินสมุทรลายบั้ง SIX - BANDED ANGELFISH : Pomacanthus sexstriatusริมฝีปากหนา ครีบหลังทั้งสองตอนเชื่อมติดกัน ครีบอกเป็นรูปสามเหลี่ยม ตัวสีไพลอ่อน ด้านหลังตามีคาดสีขาวจากด้านหลังลงมากลางแก้ม กลางตัวมีคาดสีดำ 6 แถบสีเข้มจางต่างกัน ปลายครีบหลัง ครีบก้นและครีบหางมีจุดสีฟ้ากระจัดกระจาย อาศัยตามกองหินใต้น้ำ เกาะแก่ง แนวปะการังในอ่าวไทยและฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ขนาด 30 เซนติเมตร กินกุ้ง หอย และฟองน้ำ เป็นปลาสวยงาม
ปลานกแก้ว RIVULATED PARROT FISH : Scarus fasciatus ลำตัวแบนข้าง ปากเล็ก ฟันใหญ่ ครีบหางปลายตัด ตัวสีเขียวอมฟ้า ส่วนหัวมีสีชมพูมีลายสีเขียวสลับ ครีบอกและครีบท้องสีฟ้าและเหลือง อาศัยในกองหินใต้น้ำและแนวปะการัง พบทั่วไป ทั้งในอ่าวไทยและฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ขนาด 30 เซนติเมตร กินปะการังและสัตว์หน้าดิน เป็นปลาสวยงามและเป็นอาหาร
ปลานกขุนทองสองตอน, ปลานกขุนทองสองสี BLACKFIN WRASSE : Hemigymnus melapterusรูปร่างยาวแบนข้าง ริมฝีปากหนาฟันด้านหน้าเป็นฟันเขี้ยวอยู่ข้างละ 2 ซี่ สีลำตัวแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหน้าสีจางกว่าส่วนท้ายซึ่งมีสีน้ำตาลอมดำ มีรอยแต้มสีน้ำเงินอมดำอยู่ด้านหลังตา 1 รอย ขอบตาเป็นวงสีขาว อาศัยตามหินกองและแนวปะการังทั่วไป ขนาด 23 เซนติเมตร กินสัตว์หน้าดิน กุ้ง ปู และหอย เป็นปลาสวยงาม
ปลาเขียวพระอินทร์ MOON WRASSE : Thalassoma lunareลำตัวแบนเรียวยาว ครีบหางเว้าเป็นรูปโค้งวงพระจันทร์ ตัวสีเขียว ด้านหน้ามีลายสีชมพู ครีบอกสีชมพูขอบฟ้า ขอบครีบหลัง ครีบท้อง และครีบหางมีสีชมพูอมน้ำเงิน ปลายหางมีสีเหลืองรูปพระจันทร์เสี้ยว อาศัยอยู่ตามแนวปะการังริมชายฝั่งทั่วไปในอ่าวไทยและฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ขนาด 20 เซนติเมตร กินสัตว์หน้าดิน เป็นปลาสวยงาม
พันธุ์ปลาขนาดเล็กในแนวปะการังฝั่งอ่าวไทย เช่น
ปลาม้าลาย HUMBUG DASCYLLUS : Dascyllus aruanusลำตัวแบนข้างค่อนข้างกลม ครีบหางเว้าตื้นมีปลายเรียว ตัวมีลายดำเข้มบนพื้นขาว ครีบหลัง ครีบก้น และครีบท้องดำ ครีบหางขาว อาศัยในแนวปะการัง พบมากในทะเลอันดามัน พบทั่วไป 5 - 6 เซนติเมตร ขนาดใหญ่สุด 10 เซนติเมตร กินแพลงก์ตอน และสัตว์หน้าดิน เป็นปลาสวยงาม
ปลาสลิดหินฟ้า YELLOW - TAILED DAMSELFISH : Chrysiptera parasemaลำตัวสีน้ำเงิน ครีบหางสีเหลือง สีทั้งสองจะตัดกันน้อยลงเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น แต่เมื่อถูกจับอาจเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำเงินอมม่วง อยู่รวมกันเป็นฝูง พบได้ตามน่านน้ำไทย ขนาด 4 เซนติเมตร กินแพลงก์ตอนและสัตว์หน้าดินขนาดเล็ก เป็นปลาสวยงาม
ปลาสลิดหินเขียว GREEN PULLER : Chromis viridisเกล็ดใหญ่ ปากเล็ก ครีบหางเว้าลึก ตัวผู้ครีบหางจะยื่นยาวเป็นเส้นยาว และสีบนลำตัวเข้ม อาศัยอยู่ตามหินกองใต้น้ำและบริเวณหน้าดิน ขนาด 10 - 15 เซนติเมตร กินสาหร่าย สัตว์หน้าดิน เป็นปลาสวยงาม
ปลาโดมิโน หรือ ปลาสลิดหินสามจุด THREE - SPOTTED DAMSELFISH, DOMINO : Dascyllus trimaculatusลำตัวป้อมสั้นรูปไข่ ครีบหางเว้าตื้น ตัวสีดำมีจุดสีขาวอยู่เหนือตา 1 จุด กลางหลังเหนือเส้นข้างลำตัวข้างละ 1 จุด จุดสีขาวเห็นได้ชัดในปลาขนาดเล็ก เมื่อโตเต็มที่จะเลือนหายไป พบอยู่ตามแนวปะการังทั่วไปในน่านน้ำไทย ขนาด 6 เซนติเมตร กินสัตว์หน้าดิน เป็นปลาสวยงาม

ระบบนิเวศทะเลฝั่งอันดามัน
ลักษณะทางกายภาพของทะเลฝั่งอันดามัน เป็นท้องทะเลสีเขียวมรกตที่มีน้ำทะเลใสกระจ่างแลเห็นพื้นน้ำ ซึ่งโอบล้อมไว้ด้วยเกาะและหมู่เกาะจำนวนมาก มากด้วยพันธุ์ปลาขนาดใหญ่สีสันสวยงาม ทะเลอันดามันเป็นทะเลสีฟ้าครามสดใสด้วยแสงอาทิตย์ที่ทอประกายบนผิวคลื่น เป็นทะเลที่เต็มไปด้วยสรรพธรรมชาติอันมหัศจรรย์
ทะเลอันดามันตอนเหนือ เป็นสถานที่ที่สวยงามเหมาะสำหรับการดำน้ำ ชายหาดสีขาวทอดยาว อุดมด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบ ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ ได้แก่ เกาะสิมิลัน เกาะราชา เกาะลันตา เกาะภูเก็ต เกาะไหง และเกาะลิบง บรรดาเกาะต่าง ๆ ทางตอนใต้สุดของทะเลอันดามัน มีธรรมชาติที่เงียบสงบผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวเกาะคือเสน่ห์แห่งธรรมชาติอันรื่นรมย์ แนวปะการังน้ำตื้นสงบและสมบูรณ์ที่สุดของเมืองไทย เป็นหนึ่งในทะเลแห่งสุดท้ายที่ธรรมชาติยังคงความงดงาม บริเวณป่าดงดิบเขตร้อนชื้น มีระบบนิเวศหลากหลายที่สุดบนผืนดิน และบรรจบกับระบบนิเวศหลากหลายที่สุดของท้องทะเล คือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา
ตัวอย่าง สัตว์น้ำขนาดเล็กในแนวปะการังฝั่งอันดามัน และ สัตว์น้ำขนาดใหญ่ในแนวปะการังฝั่งอันดามัน เช่น
พันธุ์ปลาขนาดเล็กในแนวปะการังฝั่งอันดามัน เช่น
ปลาโนรีเกล็ด, ปลาโนรี , ผีเสื้อครีบยาว PENNANT BUTTERFLY FISH : Heniochus acuminatusครีบหลังยื่นยาวเป็นเส้นเดียวออกไป ครีบหางตัดตรง ตัวสีขาวเหลือง มีแถบสีดำหรือม่วง 2 แถบ พาดขวางลำตัวและครีบ ครีบหลัง ครีบอกและครีบหางสีเหลืองอ่อน อาศัยในเขตชายฝั่งตื้น ๆ หินกอง และแนวปะการัง พบทั่วไป 15 - 25 เซนติเมตร ขนาดใหญ่สุด 46 เซนติเมตร กินแพลงก์ตอนสัตว์ แมงกะพรุน และดอกไม้ทะเล เป็นปลาสวยงาม
ปลาสลิดหินสามจุด, โดมิโน THREE - SPOTTED DAMSELFISH, DOMINO : Dascyllus trimaculatusลำตัวป้อมสั้นรูปไข่ ครีบหางเว้าตื้น ตัวสีดำมีจุดสีขาวอยู่เหนือตา 1 จุด กลางหลังเหนือเส้นข้างลำตัวข้างละ 1 จุด จุดสีขาวเห็นได้ชัดในปลาขนาดเล็ก เมื่อโตเต็มที่จะเลือนหายไป พบอยู่ตามแนวปะการังทั่วไปในน่านน้ำไทย ขนาด 6 เซนติเมตร กินสัตว์หน้าดิน เป็นปลาสวยงาม
ปลามุกประดิษฐ์ RETICULATE DASCYLLUS : Dascyllus reticulatusรูปร่างค่อนข้างกลม ตัวสีขาวอมเหลือง มีแถบสีดำพาดผ่านครีบอกเป็นแนวยาวจรดครีบท้อง และผ่านตลอดถึงครีบหลังตอนบน อาศัยในทะเลตามแนวปะการังฝั่งอันดามัน ขนาด 9 เซนติเมตร กินสัตว์น้ำขนาดเล็ก เป็นปลาสวยงาม
ปลากัดทะเล COMET : Calloplesiops altivelisลำตัวแบนข้างสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ ครีบหลังและครีบท้องแผ่กว้าง มีจุดสีขาวกระจายอยู่ทั่วตัว และจุดสีดำขนาดใหญ่อยู่กึ่งกลางลำตัวบริเวณครีบหลัง ชอบหลบซ่อนตัวตามซอกหลืบ และออกหากินตอนกลางคืน โอกาสพบเห็นจึงมีน้อย อาศัยในแนวปะการังทางฝั่งทะเลอันดามัน ขนาด 8 - 12 เซนติเมตร กินสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่า เป็นปลาสวยงาม
พันธุ์ปลาขนาดใหญ่ในแนวปะการังฝั่งอันดามัน เช่น
ปลานกแก้วเขียว RIVULATED PARROT FISH : Callyodon fasciatusรูปร่างค่อนข้างป้อม ปากเล็กมีฟันเรียงกันเป็นแผ่น เกล็ดใหญ่ ตัวสีเขียว ฐานของเกล็ดสีแดง จะงอยปากและบริเวณแก้มมีสีแดงปนส้มและมีเส้นสีเขียว ครีบหางมีจุดสีเขียวประอยู่ทั่วไป อาศัยในหินกองและปะการังทั่วไปทั้งสองฝั่งทะเลไทย ขนาด 40 - 50 เซนติเมตร กินปะการัง สัตว์หน้าดิน ใช้เป็นอาหาร
ปลาขี้ตังเบ็ดฟ้า POWDERBLUE SURGEONFISH : Acanthurus leucosternon รูปร่างแบนข้าง ปากเล็ก ตัวสีฟ้า ครีบหลังและโคนหางสีเหลือง มีเงี่ยงที่โคนหาง เมื่อตายสีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอย่างรวดเร็ว อาศัยในทะเลอันดามัน ไม่พบในอ่าวไทย พบมากที่สิมิลัน ขนาด 30 เซนติเมตร กินสัตว์และพืช เป็นปลาสวยงาม
ปลาขี้ตังเบ็ดเหลือง YELLOW SAILFIN TANG : Zebrosoma flavescensลำตัวแบนข้าง รูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ตัวสีเหลืองตลอด ครีบหางมีเงี่ยง ครีบหลังและครีบก้นค่อนข้างใหญ่ อาศัยในแนวปะการังในทะเลอันดามัน ขนาด 20 - 25 เซนติเมตร กินสัตว์น้ำขนาดเล็กและสาหร่ายทะเล เป็นปลาสวยงาม
ปลาวัวดำ BLACK TRIGGERFISH : Odonus nigerลำตัวแบนข้างรูปไข่ ครีบหางเว้าลึกเป็นรูปจันทร์เสี้ยวมีปลายเรียว ตัวสีน้ำเงินอมเทา ปากมีลายคาดสีน้ำเงินถึงครีบอกและตา ขอบเกล็ดเป็นตารางเห็นได้ชัด ครีบหลังและครีบก้นมีขอบสีน้ำเงิน ขนาดใหญ่สุด 40 เซนติเมตร อาศัยในแนวปะการังของทะเลอันดามัน กินกุ้ง หอย ปู และสัตว์หน้าดินต่าง ๆ ใช้บริโภคได้แต่เป็นปลาที่พบน้อยมาก

ฝนดาวตกคืออะไร ?


นักดาราศาสตร์ศึกษาถึงที่มาของฝนดาวตก หรือฝนอุกกาบาต พบว่าอุกกาบาต เหล่านี้ ต่างโคจรรอบ ดวงอาทิตย์ ในเส้นทางเดียวกับดาวหาง บางดวง และได้ข้อสรุป ชัดเจนว่า ฝนดาวตกมีความสัมพันธ์ กับดาวหาง

ดาวหางเป็นวัตถุท้องฟ้าอย่างหนึ่ง คล้ายก้อนน้ำแข็งสกปรกของหินและฝุ่น เกาะกันอยู่ ด้วยก๊าซและน้ำที่แข็งตัว เมื่อดาวหางเคลื่อนเข้าใกล้ ดวงอาทิตย์มากขึ้น ความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทำให้ น้ำแข็งรอบนอกระเหิดออก ปล่อยซากเศษชิ้นส่วนเล็ก ๆ กระจายเป็นธารอุกกาบาตเคลื่อนที่ ไปตามเส้นทางโคจรของดาวหาง เมื่อโลกเคลื่อนที่ ผ่านธารอุกกาบาตเหล่านี้ จึงดูดเศษหินและเศษโลหะเหล่านั้น ให้วิ่งเข้ามาในเขต บรรยากาศโลก ด้วยความเร็วสูง ความร้อนจากการเสียดสีกับบรรยากาศ เกิดเป็นลูกไฟ สว่าง เรียกว่า ฝนดาวตก

ทุกวันนี้ เรารู้จักฝนดาวตกชุดที่มีปริมาณดาวตกหนาแน่น น่าสนใจมากกว่า 10 ชุด ซึ่งปรากฏให้เห็นเป็นประจำ เกือบทุกเดือนในรอบปี นอกจากนั้นยังมีฝนดาวตก ชุดที่เบาบาง ไม่น่าสนใจอีกหลายชุด
ฝนดาวตกเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่แน่นอน บางปีเราอาจเห็นฝนดาวตกชุดหนึ่ง มีจำนวนดาวตก มากมายเห็นได้ชัดเจน แต่อาจเบาบางในอีกปีหนึ่ง เพราะสาเหตุหลาย อย่าง แต่ที่สำคัญคือ โลกเคลื่อนที่ ตัดกับวงทางโคจรของดาวหาง เป็นระยะใกล้ไกล มากเพียงใดในปีนั้น และเพราะซากเศษดาวหาง หลุดออกมาเป็นกลุ่ม ๆ ถ้ามีจำนวนมาก แล้วโลก เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มซากอุกกาบาตนั้นในปีใด ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตก หนาแน่นมากเป็นพิเศษ เรียกว่าพายุฝนดาวตก
ดาวหางเทมเพล - ทัดเทิล กับฝนดาวตกลีโอนิดส์

ดาวหางเทมเพล - ทัดเทิล ค้นพบโดย วิลเฮล์ม เทมเพล และฮอแรส ทัดเทิล ในปี พ.ศ.2408 เป็นดาวหางคาบ สั้น โคจรรอบดวงอาทิตย์ในคาบ 33.2 ปี วงโคจรรูปวงรี ระยะใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด อยู่ใกล้เขตวงโคจรของโลก และระยะไกล ดวงอาทิตย์ที่สุด อยู่เลยจากดาวยูเรนัสออกไป ดาวหางเทมเพล - ทัดเทิล มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหัวดาวหางราว 1.9 กิโลเมตร จึงเป็นดาวหางดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่ง อันดับความสว่างประมาณ 9 ไม่สามารถ มองเห็นได้ ด้วยตาเปล่า นอกจากจะอยู่ใน สภาพท้องฟ้าดีเยี่ยม แต่สามารถเห็นได้ หากใช้ กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก หรือใช้ กล้อง 2 ตา ขนาดใหญ่ส่องสังเกต
เป็นที่รู้กันดีว่า ดาวหางเทมเพล - ทัดเทิล เป็นแหล่งกำเนิดของซากเศษฝุ่น ต้นกำเนิดของฝนดาวตก ลีโอนิดส์ ซึ่งปรากฎให้เห็นในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ในปีอื่น ๆ ฝนดาวตกลีโอนิดส์เบาบาง จำนวนราว 10 ดวง ต่อชั่วโมงเท่านั้น แต่ในปี พ.ศ.2541 ดาวหางโคจรเข้าใกล้ ดวงอาทิตย์ที่สุด จึงคาดหมายว่า น่าจะเกิดปรากฏการณ์ พายุฝนดาวตก ในปี 2541 แต่ไม่เป็นไปตามคาด จึงติดตามเฝ้าดูกันในปีต่อ ๆ มา อย่างไร ก็ตาม ในปี 2544 ก็ยังถือว่า เป็นฝนดาวตกที่น่าดูอยู่ หลังจากดาวหางโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดแล้ว ขณะเดินทางห่างออกไป เส้นทางโคจรของดาวหางตัดผ่านเส้นทางโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ เป็นมุม 17 องศา ซึ่งโลกเคลื่อนที่มาถึงจุดตัดดังกล่าว ในช่วงวันที่ 17-18-19 พฤศจิกายนของทุกปีช่วงเวลาสังเกตฝนดาวตกลีโอนิดส์ ปี 2544 มีการคาดคะเน ของนักดาราศาสตร์หลายคน ที่คำนวณว่าจะมีฝนดาวตก กลุ่มดาว สิงโตตกมาก-น้อย เท่าไร โดยบอกช่วงเวลา และจำนวนดาวตกเป็นค่า ZHR ( Zenith Hourly Rate ) คือ จำนวนดาวตก เมื่อกลุ่มดาวสิงโตอยู่เหนือศรีษะ ของผู้สังเกต Robert McNaught และ David Asher คาดคะเนว่า เวลา 00.24 น. ( 19 พ.ย. 2544 ) มีดาวตก 2,000 ครั้ง / ชั่วโมง เวลา 01.13 น. ( 19 พ.ย. 2544 ) มีดาวตก 8,000 ครั้ง / ชั่วโมงEsko Lyytinen และ Tom Van Flandem คาดคะเนว่า เวลา 01.06 น. ( 19 พ.ย. 2544 ) มีดาวตก 5,100 ครั้ง / ชั่วโมงPeter Jennisken ( จากสถาบัน SETI ) คาดคะเนว่า เวลา 00.55 น. ( 19 พ.ย. 2544 ) มีดาวตก 2,700 ครั้ง / ชั่วโมง( เวลาทั้งหมดนี้ คือเวลาของประเทศไทย )ดูฝนดาวตกที่ไหนดี? เราสามารถวางแผนดูฝนดาวตกครั้งนี้ ได้ทั่วประเทศตามสะดวก หาที่มืดสนิท ท้องฟ้า เปิดโล่ง ไม่มีต้นไม้หรือสิ่งก่อสร้างบดบังสายตา อาจเป็นอุทยาน บนยอดเขา หรือรีสอร์ทห่างไกล ชุมชน เสียงแต่ให้หนีจากแสงไฟ และมลภาวะ เรื่องหมอกควัน บริเวณที่สูงทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น่าจะมีสภาพท้องฟ้า ปลอดโปร่งดี ท้องฟ้าในเขตกรุงเทพ ฯ ไม่เหมาะในการสังเกตฝนดาวตก เพราะแสงไฟ และหมอกควันบดบังแสงดาวต
กแหล่งข้อมูลฝนดาวตกเพิ่มเติม- http://www.darasart.com- http://thaiastro.nectec.or.th
เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย :อาจารย์สิทธิชัย จันทรศิลปินอาจารย์กระจ่าง ธรรมวีระพงษ์ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2550

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง (อังกฤษ: sufficiency economy) เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ รวมถึงระดับรัฐบาลในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัส แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 และภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ได้ทรงเน้นย้ำเป็นแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจ และสาขาอื่นๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัส เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อบรรจุใน
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2542โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไปในที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน ถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งจะต้องอาศัย ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง ในการนำวิชาต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานข้างต้น เป็นที่มาของ นิยาม "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ที่
คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำมาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านช่องทางต่างๆ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน บนเงื่อนไข ความรู้ และ คุณธรรม

ในวันที่
4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัสว่า
“การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง”
พระราชดำรัส "เศรษฐกิจแบบพอเพียง" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่ยึดหลัก
ทางสายกลาง คำว่า ความพอเพียง นั้นหมายถึงความพร้อมที่จะจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากทั้งภายนอกและภายใน ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ยังสามารถมองได้ว่าเป็นปรัชญาในการดำรงชีวิตให้มีความสุข ที่จำเป็นต้องใช้ทั้ง ความรู้ ความเข้าใจ ผนวกกับคุณธรรมในการดำเนินชีวิต เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาด และสามารถอยู่ได้ แม้นในสภาพที่มีการแข่งขัน และการไหลบ่าของโลกาภิวัต นำสู่ ความสมดุล มั่นคง และยั่งยืน ของ ชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม
อภิชัย พันธเสน ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม ได้จัดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็น "ข้อเสนอในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวทางของพุทธธรรมอย่างแท้จริง" ทั้งนี้เนื่องจากในพระราชดำรัสหนึ่ง ได้ให้คำอธิบายถึงเศรษฐกิจพอเพียงว่า "คือความพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภมาก และต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น" การดำรงชีวิตอยู่ได้ จำเป็นที่จะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญสี่ประการ ซึ่งได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ซึ่งในโลกยุคทุนนิยมอย่างเช่นปัจจุบันนี้ ปัจจัยทั้งสี่ไม่อาจจะหามาได้ถ้าปราศจาก เงิน ซึ่งถือว่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการมาแต่นมนาน การได้มาซึ่งเงินนั้น จำเป็นที่บุคคลจะต้องประกอบสัมมาอาชีพ แล้วนำเงินที่ได้มานั้น ไปแลกเปลี่ยนให้ได้มาซึ่งปัจจัยในการดำรงชีวิต
ระบบเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งเน้นให้บุคคลสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน และใช้จ่ายเงินให้ได้มาอย่างพอเพียงและประหยัด ตามกำลังของเงินของบุคคลนั้นโดยปราศจากการกู้หนี้ยืมสิน และถ้ามีเงินเหลือ ก็แบ่งเก็บออมไว้บางส่วน ช่วยเหลือผู้อื่นบางส่วน และอาจจะใช้จ่ายมาเพื่อปัจจัยเสริมอีกบางส่วน (ปัจจัยเสริมในที่นี้เช่น ท่องเที่ยว ความบันเทิง เป็นต้น) สาเหตุที่แนวทางการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงได้ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เพราะสภาพการดำรงชีวิตของสังคมในปัจจุบัน ได้ถูกปลูกฝัง หรือสร้าง หรือกระตุ้น ให้เกิดการใช้จ่ายอย่างเกินตัว ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินกว่าปัจจัยในการดำรงชีวิต เช่น การบริโภคเกินตัว ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ความสวยความงาม การแต่งตัวตามแฟชั่น การพนันหรือเสี่ยงโชค เป็นต้น จนทำให้ไม่มีเงินเพียงพอเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน เกิดเป็นวัฏจักรที่บุคคลหนึ่งไม่สามารถหลุดออกมาได้ ถ้าไม่เปลี่ยนแนวทางในการดำรงชีวิต
ในแง่
เศรษฐกิจมหภาค ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงอาจจะทำให้ระดับการบริโภคโดยรวมลดลง ซึ่งเป็นไปได้เนื่องจากประชาชนจะไม่กู้หนี้ยืมสินเพื่อมาใช้จ่าย แต่อาจทำให้กำลังการใช้จ่ายสะท้อนภาพจริงของเศรษฐกิจ

การนำไปใช้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุข มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า สังคมสีเขียว (Green Society) ด้วยหลักการดังกล่าว แผนพัฒนาฯฉบับที่ 10 นี้จะไม่เน้นเรื่องตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ หรือระบบเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกันระหว่างเศรษฐกิจชุมชนเมืองและชนบท
ปัญหาหนึ่งของการนำปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ก็คือ ผู้นำไปใช้อาจยังไม่ได้ศึกษาหรือไม่มีความรู้เพียงพอ ทั้งยังไม่วิเคราะห์หรือตั้งคำถาม เนื่องจากประเพณี.
สมเกียรติ อ่อนวิมล เรียกสิ่งนี้ว่า "วิกฤตเศรษฐกิจพอเพียง"คือ ความไม่รู้ว่าจะนำปรัชญานี้ไปใช้ทำอะไร กลายเป็นว่าผู้นำสังคมทุกคน ทั้งนักการเมืองและรัฐบาลใช้คำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นข้ออ้างในการทำกิจกรรมใด ๆ เพื่อให้รู้สึกว่าได้สนองพระราชดำรัสและให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี หรือพูดง่ายๆ ก็คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือเพื่อตัวเอง สมเกียรติได้ให้สัมภาษณ์วิจารณ์โครงการในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ว่า "รัฐบาลยังไม่ได้ใช้อะไรเลยเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ใช้แต่พูดเหมือนคุณทักษิณ แต่คุณทักษิณพูดควบคู่กับการเอาทุนนิยม 100 เปอร์เซ็นต์ลงไป.. ซึ่งรัฐบาลนี้ต้องปรับทิศทางใหม่ เพราะรัฐบาลไม่ได้เอาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาและเป็นนโยบายทางวัฒนธรรมและสังคม" สมเกียรติยังมีความเห็นด้วยว่า ความไม่เข้าใจ นี้ อาจเกิดจากการสับสนว่าเศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้มีความเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงการปฏิเสธอุตสาหกรรมแล้วกลับไปสู่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด.ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ได้รับการเชิดชูสูงสุด จากองค์การสหประชาชาติ (UN)โดยนายโคฟี อันนัน ในฐานะเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัล The Human Development Lifetime Achievement Award แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ 26 พฤษภาคม 2549 และได้มีปาฐกถาถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นปรัชญาที่สามารถเริ่มได้จากการสร้างภูมิคุ้มกันในตนเอง สู่หมู่บ้าน และสู่เศรษฐกิจในวงกว้างขึ้นในที่สุด เป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ โดยที่องค์การสหประชาชาติได้สนับสนุนให้ประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิก 166 ประเทศยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ฝนหลวง

สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้คำนิยามคำว่า “ฝนหลวง” ไว้ว่า "ฝนหลวง” เป็นเทคโนโลยีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประดิษฐ์คิดค้น และพระราชทานให้เป็นเทคโนโลยีในการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝนจากเมฆอุ่น และเมฆเย็น ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่กระทำด้วยความตั้งใจของมนุษย์ซึ่งมีการวางแผนการปฏิบัติการหวังผลที่แน่นอน โดยการใช้สารเคมีที่ดูดซับความชื้นได้ดีทั้งในบรรยากาศหรือเมฆที่มีอุณหภูมิสูงกว่าและต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เป็นตัวเร่งเร้าให้เกิดกระบวนการเกิดฝนเร็วขึ้น และปริมาณมากกว่าที่จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตั้งแต่ขั้นตอนการเกิดเมฆ การเจริญของเมฆ การเกิดฝน การยืดอายุฝนให้นานขึ้น มีฝนตกถี่ขึ้น เพิ่มปริมาณฝน ฝนตกกระจายสม่ำเสมอ และชักนำให้ฝนตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายที่กำหนดได้อย่างแม่นยำ แผ่เป็นบริเวณกว้างมากกว่าที่จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ”
ความเป็นมาของในหลวง เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ทรงพบเห็นความเดือดร้อนของประชาชนในถิ่นทุรกันดารอันเนื่องมาจากความผันแปรไม่แน่นอนของฝนในธรรมชาติทรงวิเคราะห์ว่า “เมื่อมีฝนก็มีมากเกินพอจนเกิดปัญหาน้ำท่วม เมื่อหมดในก็เกิดภัยแล้งตามมา นี้คือสาเหตุสำคัญของความยากจนของประชาชน” ยังทรงมีพระราชปรารภอีกว่า “เมื่อแหงนมองฟ้าเห็นมีเมฆมาก แต่ถูกลมพัดพาไปไม่ตกเป็นฝน ทำอย่างไรจึงจะบังคับให้เมฆตกเป็นฝนในพื้นที่แห้งแล้งที่ต้องการ” แนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาความผันแปรไม่แน่นอนของฝนธรรมชาติในเวลานั้นทรงให้คงามสำคัญกับการจัดการทรัพยากรน้ำใน 2 วิธี คือ 1. สร้างเขื่อน (Check dam) และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กตามลาดเขา เพื่อชะลอการไหลบ่าของน้ำจากเขาไม่ให้เข้าท่วมพื้นที่ทำกินของประชาชน ในขณะเดียวกันเขื่อนและอ่างเก็บกักน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ 2. วิธีการทำฝนเทียม (Rainmaking) เพื่อบังคับเมฆให้ตกเป็นฝนในพื้นที่ที่ต้องการ ด้วยเหตุนี้จึงมีพระราชดำริให้คิดค้นวิธีการทำฝนเทียมขึ้น โดยมี ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้รับสนองพระราชดำริในครั้งนั้น ในปี พ.ศ. 2512 ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล ได้ทดลองทำฝนเทียมเป็นครั้งแรก และต่อมาในปี พ.ศ. 2514 ได้เริ่มทำฝนเทียมช่อยเหลือเกษตรกร ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนากรรมวิธีทำฝน โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงศึกาาติดตามและพระราชทานคำแนะนำอย่างใกล้ชิด ในปี พ.ศ. 2518 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้น อยู่ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้มีพระราชกฤษฎีการวมกองบินเกษตรและสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงจัดตั้งเป็นสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร อยู่ภายใต้สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็น "วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อเชิดชูพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่ทรงเป็นองค์ริเริ่มการทำฝนเทียม ปัจจุบันสำนักฝนหลวงและการบินเกษตรมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภาคต่าง ๆ 9 ศูนย์ โดยมีฐานปฏิบัติการ ณ สนามบินในจังหวัดต่าง คือ สนามบินนาชาติจังหวัดเชียงใหม่ สนามบินกองบิน 46 จังหวัดพิษณุโลก สนามบินจังหวัดขอนแก่น สนามบินกองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา สนามบินกองบิน 2 จังหวัดลพบุรี (หรือ สนามบินจังหวีดนครสวรรค์) สนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง (หรือ สนามบินท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี) สนามบินจังหวัดกาญจนบุรี ท่าอากาศยานหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สนามบินจังหวัดสุราษฎร์ธานี (หรือ สนามบินจังหวัดสงขลา)
พระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า “การทำฝนหลวง ไม่ใช่รอให้เกิดภัยแล้งขึ้นแล้วจึงส่งคณะไปช่วยเหลือ การทำฝนหลวงอย่างมีประสิทธิภาพต้องทำในลักษณะของการจัดการทรัพยากรน้ำในรอบปี เมื่อมีโอกาสที่จะทำได้ให้เร่งสร้างความชุ่มชื้นให้พื้นดิน พื้นที่เกษตร และป่าไม้และเติมน้ำกักเก็บไว้ในเขื่อนเพื่อสำรองไว้ใช้ยามแล้ง” นอกจากนี้ยังทรงมีพระบรมโชบายเกี่ยวกับฝนหลวงในด้านต่าง ๆ คือ 1) ด้านบริหารจัดการ - ให้พัฒนาอย่างเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - ให้เป็นองค์ประกอบของการจัดการทรัพยากรน้ำ - เป้าหมายอยู่ที่ประชาชนมีน้ำใช้พอเพียงตลอดปี - กำหนดพื้นที่เป้าหมายการช่วยเหลือเป็นลุ่มน้ำ - ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าใจการทำฝน - ต้องเข้าถึงและทำความเข้าใจกับประชาชน - ต้องเตรียมพร้อมด้านปัจจัย และเคลื่อนที่ได้เร็ว 2) ด้านปฏิบัติการ - ต้องศึกษาตำราฝนหลวงให้เข้าใจและถ่ายทอดกัน - นักบิน นักวิชาการ หน่วยงาน ต้องร่วมมือกัน - ต้นฤดูกาล ความชื้น 60% ก็ทำฝนได้ - ถ้าภัยแล้งกว้างขวางเอาฝนลงที่ไหนได้ก็เอาลง - ต้องศึกษาสภาพอากาศ วางแผน และติดตามผล - ต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ผลประจำวัน - ทำฝนต้องบินเข้าเมฆได้ และบินสำรวจฝน - ต้องทุ่มเท เสี่ยงบ้าง และประสานงานกันให้เข้าใจ 3) ด้านการวิจัย - งานค้นคว้าวิจัย ต้องทำต่อเนื่อง ไม่มีสิ้นสุด - ไม่ย่อท้อต่อคำพิพากษ์วิจารณ์ - ต้องรวบรวมเสนอรายงานปรับปรุงตำราทำฝน - ให้ศึกษาผลกระทบเพื่อยืนยันว่าฝนหลวงไม่มีพิษ - ควรศึกษาและขยายผลในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น - ลดหรือป้องกันการเกิดพายุลูกเห็บ - การลดมลภาวะทางน้ำและผลักดันน้ำเค็ม - การดับไฟป่า
ตำราฝนหลวง ในปี 2542 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชบายให้สำนักฝนหลวงฯนำไปพิจารณาดำเนินการโดยให้ถือว่า “ฝนหลวง” เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เป้าหมายหลักอยู่ที่การช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำใช้อย่างทั่วถึงและไม่ขาดแคลนทั้งนี้ให้กำหนดพื้นที่เป้าหมายการช่วยเหลือเป็นลุ่มน้ำ ซึ่งในฤดูแล้งต้องสร้างความชุ่มชื้นให้พื้นที่เกษตรและป่าไม้ ฤดูฝนต้องเติมน้ำในเขื่อนให้มีน้ำไม่ต่ำกว่า 80% พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประดิษฐ์ภาพด้วยคอมพิวเตอร์ แสดงขั้นตอนและกรรมวิธีวิธีดัดแปลงสภาพอากาศให้เกิดฝน จากเมฆอุ่นและเมฆเย็น ประมวลความรู้และขั้นตอนการปฏิบัติไว้อย่างสมบูรณ์ ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ซึ่งได้ทรงพระราชทานตำรานี้แก่นักวิชาการฝนหลวงเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2542 ให้ถือปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งในตำราฝนหลวงพระราชทานนั้น ทรงแบ่งเป็นช่องตารางสี่เหลี่ยม ถ้าเป็นตามแนวนอนเรียกว่า “แถว” มีทั้งหมด 8 แถว ตามแนวตั้งเรียกว่า “ช่อง” มีทั้งหมด 4 ช่อง โดย แถวบนสุด ช่องที่ 1 เป็นภาพนางมณีเมขลา เป็นภาพที่ใหญ่ที่สุด โดยทรงระบุให้นางมณีเมขลาเป็นสัญลักษณ์ของโครงการและเป็นหัวหน้าสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งเขาไกลลาศ หรือเขาพระสุเมรุวิเทศะ สันนิษฐานว่าอยู่ในทะเล ถัดมาทางขวา ช่องที่ 2 เป็นรูปพระอินทร์ทรงเกวียน โดยทรงอธิบายว่าพระอินทร์เป็นสักกะเทวราช เป็นราชาของเทวดาที่ทรงมาช่วยทำฝน ช่องที่ 3 ถัดจากพระอินทร์ทรงเกวียนทรงเขียนว่า “21 มกราคม 2542” และทรงอธิบายว่า เป็นวันที่ทรงประทับบนเครื่องบินพระที่นั่งเสด็จฯ ไปประกอบพระราชกรณียกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินกลับทรงสังเกตเห็นกลุ่มเมฆปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างที่น่าจะทำฝนได้ทรงบันทึกภาพเมฆเหล่านั้นพระราชทานลงมาและมีพระราชกระแสรับสั่งให้ส่งคณะปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษออกไปปฏิบัติการกู้ภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และภาคเหนือตอนล่างโดยเร่งด่วน ช่องที่ 4 ในแถวบนสุดนี้ เป็นภาพเครื่องบิน 3 เครื่อง ทรงระบุว่า เป็นตัวอย่างของเครื่องบินที่เหมาะสมกับการปฏิบัติการตามตำราฝนหลวงพระราชทานประกอบด้วย เครื่องบินเมฆเย็น (Super King Air) เครื่องบินเมฆอุ่น (Casa) และเครื่องบินเมฆอุ่น (Caravan)
แถวที่ 1 ช่องที่ 2 – 4 เป็นภาพขั้นตอนที่ 1 ของการทำฝนหลวง ซึ่งทรงเรียกขั้นตอนนี้ว่า "ก่อกวน” โดยทรงอธิบายว่าเป็นการเร่งให้เกิดเมฆ โดยใช้เครื่องบินเมฆอุ่น 1 เครื่องโปรยสารเคมีผงเกลือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl2) ที่ระดับความสูง 7,000 ฟุต ในขณะที่ท้องฟ้าโปร่ง หรือเมฆเดิมก่อตัวอยู่บ้าง ความชื้นสัมพัทธ์ไม่น้อยกว่า 60% ให้เป็นแกนกลั่นตัว (Cloud Condensation Nuclei หรือเรียกว่า CCN) ความชื้นหรือไอน้ำจะถูกดูดซับเข้าไปเกาะรอบแกนเกลือแล้วรวมตัวกันเกิดเป็นเมฆ ซึ่งเมฆเหล่านี้จะพัฒนาขึ้นเป็นเมฆก้อนใหญ่ อาจก่อยอดถึงระดับ 10,000 ฟุต แถวที่ 2 ช่องที่ 1 – 4 เป็นภาพขั้นตอนที่ทรงเรียกว่า “เลี้ยงให้อ้วน” เป็นขั้นตอนที่เร่งการเจริญเติบโตของเมฆที่ก่อขึ้นหรือเมฆเดิมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และก่อยอดขึ้นถึงระดับ 10,000 ฟุต ฐานเมฆสูงไม่เกิน 7,000 ฟุต ใช้เครื่องบินแบบเมฆอุ่นอีกเครื่องหนึ่งโปรยผลแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) เข้าไปในกลุ่มเมฆที่ระดับ 8,000 ฟุต หรือสูงกว่าฐานเมฆ 1,000 ฟุต ทำให้เกิดความร้อนอันเนื่องมาจากการคายความร้อนแฝง จากการกลั่นตัวรอบแกนกลั่นตัว (CCN) รวมกับความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาของไอน้ำกับสารแคลเซียมคลอไรด์โดยตรงและพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ตามธรรมชาติ จะเร่งหรือเสริมแรงยกตัวของมวลอากาศภายในเมฆยกตัวขึ้น และเร่งกิจกรรมการกลั่นตัวของไอน้ำและการรวมตัวกันของเม็ดน้ำภายในเมฆทวีความหนาแน่นจนขนาดของเมฆใหญ่ก่อยอดขึ้นถึงระดับ 15,000 ฟุต ได้เร็วกว่าที่จะปล่อยให้เจริญขึ้นเองตามธรรมชาติซึ่งยังเป้นส่วนของเมฆอุ่น จนถึงระดับนี้การยกตัวขึ้นลงของมวลอากาศ การกลั่น และการรวมตัวของเม็ดน้ำ ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องแบบปฏิกิริยาลูกโซ่ แต่บางครั้งอาจมีแรงยกตัวเหลือพอที่ยอดเมฆพัฒนาขึ้นถึงระดับ 20,000 ฟุต ซึ่งเป็นระดับเมฆเย็นที่เริ่มตั้งแต่ระดับประมาณ 18,000 ฟุตขึ้นไป (อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส) แถวที่ 3 ช่องที่ 1 – 3 เป็นภาพขั้นตอนที่เรียกว่า "โจมตี” เป็นขั้นตอนที่เร่ง หรือบังคับให้เกิดฝน เมื่อเมฆอุ่นเจริญเติบโตขึ้นจนเริ่มแก่ตัวจัด ฐานเมฆลดระดับต่ำลงประมาณ 1,000 ฟุต และเคลื่อนตัวใกล้เข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย ทำการบังคับให้ฝนตกโดยใช้เทคนิคการโจมตีแบบแซนด์วิช ด้วยการใช้เครื่องบินเมฆอุ่น 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งโปรยผงโซเดียมคลอไรด์ทับยอดเมฆหรือไหล่เมฆที่ระดับ 9,000 ฟุต หรือไม่เกิน 10,000 ฟุตด้านเหนือลม อีกเครื่องหนึ่งโปรยผลยูเรียที่ระดับฐานเมฆด้านใต้ลม ให้แนวโปรยทั้งสองทำมุม 45 องศา เมฆจะทวีความหนาแน่นของเม็ดน้ำขนาดใหญ่ และปริมาณมากขึ้นตกลงสู่ฐานเมฆ ทำให้ฐานเมฆหนาแน่นจนใกล้ตกเป็นฝน หรือเริ่มตกเป็นฝน แต่ยังไม่ถึงพื้นดินหรือตกถึงพื้นดินแต่ปริมาณยังบางเบา แถวที่ 4 ช่องที่ 1 – 3 ยังอยู่ในขั้นตอนของการโจมตีเป็นขั้นที่เสริมการโจมตีเพื่อเพิ่มปริมาณฝนให้สูงขึ้น เมื่อกลุ่มเมฆฝนตามขั้นตอนที่ 3 ยังไม่เคยเคลื่อนตัวเข้าสู่เป้าหมาย ทำการเสริมการโจมตีเมฆอุ่นด้วยสารเคมีสูตรเย็นจัดคือ น้ำแข็งแห้ง (Dry ice) ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำระดับ -78 องศาเซลเซียสที่ได้ฐานเมฆ 1,000 ฟุต จะทำให้อุณหภูมิของมวลอากาศใต้ฐานเมฆลดต่ำลง และความชื้นสัมพัทธ์สูงขึ้น และจะยิ่งทำฐานเมฆยิ่งลดระดับต่ำลง ปริมาณฝนตกหนาแน่นยิ่งขึ้น และชักนำให้กลุ่มฝนเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายหวังผลได้แน่นอนและเร็วยิ่งขึ้น หากกลุ่มเมฆฝนปกคลุมภูเขาก็จะเป็นวิธีการชักนำให้กลุ่มฝนพ้นจากบริเวณภูเขาเข้าสู่พื้นที่ราบ (บางตำราของสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร เรียกขั้นตอนนี้ว่า “เพิ่มฝน” และเป็นขั้นตอนต่อจากการโจมตีแบบแซนด์วิช โจมตีเมฆเย็นแบบธรรมดา และโจมตีเมฆเย็นแบบซูเปอร์แซนด์วิช ทั้ง 3 วิธีแล้ว) แถวที่ 5 ช่องที่ 1 – 3 ยังอยู่ในขั้นตอนของการโจมตีเช่นเดียวกัน เป็นการโจมตีเมฆเย็นด้วยซิลเวอร์ไอโอไดด์ (Agl) ขณะที่เมฆพัฒนายอดสูงขึ้นในขั้นที่ 2 ถึงระดับเมฆเย็น และมีเครื่องบินเย็นเพียงเครื่องเดียวทำการโจมตีเมฆเย็นโดยการยิงพลุสารซิลเวอร์ไอโอไดด์ที่ระดับความสูงประมาณ 21,500 ฟุต ซึ่งมีอุณหภูมิระดับ -8 ถึง -12 องศาเซลเซียส มีกระแสมวลอากาศลอยขึ้นกว่า 1,000 ฟุตต่อนาที และมีปริมาณน้ำเย็นจัดไม่ต่ำกว่า 1 กรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นเงื่อนไขเหมาะสมที่จะทำให้ไอน้ำระเหยจากเม็ดน้ำเย็นยิ่งยวด (Super cooled vapour) มาเกาะตัวรอบแกนซิลเวอร์ไอโอไดด์ กลายเป็นผลึกน้ำแข็งไอน้ำที่แปรสภาพเป็นผลึกน้ำแข็งจะทวีขนาดใหญ่ขึ้นจนร่วงหล่นลงมาและละลายเป็นเม็ดน้ำเมื่อเข้าสู่ระดับเมฆอุ่นและจะทำให้ไอน้ำและเม็ดน้ำในเมฆอุ่นเข้ามาเกาะรวมตัวกันเป็นเม็ดใหญ่ขึ้น ทะลุฐานเมฆเป็นฝนตกลงสู่พื้นดิน แถวที่ 6 ช่องที่ 1 – 3 เป็นขั้นตอนการโจมตีอีกขั้นตอนหนึ่งที่ทรงเรียกว่า "ซูเปอร์แซนด์วิช” การโจมตีแบบซูเปอร์แซนด์วิช จะทำได้ต่อเมื่อมีเครื่องบินปฏิบัติการทั้งเมฆอุ่นและเมฆเย็นสามารถใช้ปฏิบัติการได้ครบ ขณะที่ทำการโจมตีเมฆอุ่นตามขั้นตอนที่ 3 และ 4 ทำการโจมตีเมฆเย็นตามขั้นตอนที่ 5 ควบคู่ไปในขณะเดียวกัน เครื่องบินเมฆอุ่นอีกเครื่องหนึ่งโปรยผงโซเดียมคลอไรด์ที่ระดับไหล่เมฆ จะทำให้ฝนตกหนักและต่อเนื่องนานให้ปริมาณน้ำฝนสูงยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นการประสานประสิทธิภาพของการโจมตีเมฆอุ่นในขั้นตอนที่ 3 และ 4 และโจมตีเมฆเย็นในขึ้นตอนที่ 5 ควบคู่ไปในระดับเดียวกัน จึงเรียกว่า “ซูเปอร์แซนวิช” ซึ่งยังไม่เคยมีใครในโลกเคยทำมาก่อน แถวสุดท้าย ของตำราฝนหลวงพระราชทาน ช่องที่ 1 เป็นภาพคน 2 คนหามแมวซึ่งนอนอยู่ในกรง และทรงเขียนใต้ภาพว่า “แห่ Cat" ทรงอธิบายว่า คือแห่นางแมว เป็นการรวมผลหรือประชาสัมพันธ์เพื่อบำรุงขวัญ เป็นพิธีกรรมขอฝนที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล เป็นพิธีกรรมด้านจิตวิทยาเมื่อฝนแล้ง เกิดความเดือดร้อน ปั่นป่วน วุ่นวาย จึงต้องมีจิตวิทยาบำรุงขวัญให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่มีกำลังใจ ช่องที่ 2 เป็นรูปเครื่องบิน ทรงอธิบายว่า เป็นเครื่องบินทำฝน เครื่องบินต้องกล้าบินเข้าเมฆฝนเพื่อสำรวจและติดตามผล นักบินและนักวิชาการฝนหลวงต้องร่วมมือกัน ช่องที่ 3 เป็นรูปกบ และข้อความว่า "เลือกนาย หรือขอฝน” ทรงอธิบายว่ากบจะต้องร้องแทนอุตุนิยม ถ้าไม่มีความชื้นกบเดือดร้อนและกบจะเตือนให้มีความพยายาม มิฉะนั้นกบตาย ไม่มีฝนเกษตรกรตาย ท่านต้องจูบกบหลายตัวก่อนที่จะพบเจ้าชายเพียงหนึ่งองค์ ต้องมีความพยายามทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งเพื่อให้เกิดฝนได้สักครั้ง ช่องที่ 4 เป็นรูปบ้องไฟ ทรงอธิบายว่า บ้องไฟแทนเครื่องบิน ซึ่งเป็นพาหนะนำเทคโนโลยีฝนหลวงขึ้นไปประยุกต์ในท้องฟ้า เป็นประเพณีเรียกฝน ไม่ใช่ของเล่นแต่เป็นของจริงทำฝนด้วยการยิงบ้องไฟ บ้องไฟขึ้นสูงปล่อยควันเป็นแกนความชื้นเข้ามาเกาะแกนควัน ทำให้เกดเมฆ เกิดฝน บ้องไฟจึงเป็นพิธีการอย่างหนึ่ง เป็นวิทยาศาสตร์ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงได้ปฏิบัติตามตำราฝนหลวงที่ได้พระราชทานไว้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2542 จนถึงปัจจุบัน
สิทธิบัตรฝนหลวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยื่นขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ฝนหลวง เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 และกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ถวายสิทธิบัตรเลขที่ 13898 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 โดยรัฐบาลได้ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรดังกล่าวต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2546 ต่อมาสำนักสิทธิบัตรยุโรปได้ออกสิทธิบัตรเลขที่ 1491088 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2548 ทูลเกล้าฯ ถวายแดต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภายใต้ชื่อว่า "Weather Modification by Royal Rainmaking Technology” หรือ “สิทธิบัตรฝนหลวง” ที่ได้ทรงจดทะเบียนในพระปรมาภิไธย สิทธิบัตรดังกล่าวครอบคลุมและขยายผลคุ้มครอง 30 ประเทศในยุโรป รวมทั้ง ฮ่องกง ทั้งนี้กำลังจะดำเนินการขอจดสิทธิบัตรในประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาและทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประกอบอาชีพการเกษตรต้องประสบความเดือดร้อนจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นซ้ำซากทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย ขาดแคลนทั้งอาหาร และรายได้ที่จะเลี้ยงครอบครัวการพระราชทานน้ำฝนมาให้มิใช่ประโยชน์เฉพาะเกษตรกรที่จะทำให้สามารถเพาะปลูกได้เท่านั้นแต่ยังหมายถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งผืนดินไทยทั้งมวลที่ประชาชนไทยทั่วไปจะได้รับอานิสงส์จากฝนหลวงพระราชทานนั้นด้วย
------------------------------------
กองบรรณาธิการผู้เขียน
กสิกร ปีที่ 79 ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม 2549